ผมใช้เวลาในวันเสาร์-อาทิตย์ เล่นสนุกกับเพื่อนรักทั้งสองอย่างเต็มที่
และคอยตอบคำถามที่ว่าวันนั้นผมกับเอื้องฟ้าทำอะไรกันบ้าง ผมก็เล่าให้ฟังทุกอย่าง
ยกเว้นเหตุการณ์ตอนอยู่บนชิงช้าสวรรค์
เมื่อถึงตอนเย็นก่อนที่พวกผมจะแยกทางกันกลับบ้านไอ้บาสเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“เฮ้ยภูผา กูถามหน่อยทำไมสองวันนี้มึงตามใจพวกกูจริงว่ะ”
“เอ่อใช่ ทุกทีกว่าจะมาหาพวกกูได้ก็ตอนบ่าย
แต่สองวันมานี้มึงมารอพวกกูแต่เช้าเลย”
ผมถอนหายใจออกมาพร้อมกับเปลี่ยนเป็นหน้าเศร้า
แล้วเดินไปนั่งที่ขอนไม้ข้างทาง พวกมันมองตากันด้วยใบหน้าเหมือนกับถามอีกฝ่ายว่าผมเป็นอะไร
เมื่อไม่มีใครตอบพวกมันก็มองมาที่ผม
“บอกพวกกูได้นะโว้ย มีอะไรจะได้ช่วยกัน”ไอ้บาส
“หรือเป็นเรื่องเอื้องฟ้าว่ะ”ไอ้บาม
“ป่าว คืออาทิตย์หน้า กูต้องย้ายไปอยู่กับปู่ของกูที่ต่างจังหวัด”
“เห้ย....”พวกมันร้องออกมาพร้อมกันแล้วมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่ตกใจสุดๆ
แล้วผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนทั้งสองฟังทั้งเรื่องปู่และเรื่องแม่
เมื่อเล่าจบไม่มีใครพูดอะไรไปพักใหญ่
“มึงไม่ไปไม่ได้เหรอว่ะ”ไอ้บาส
“กูพูดกับพ่อแล้ว แต่พ่อกูไม่ยอม”
“แล้วพวกกูละ พวกกูเป็นเพื่อนรักมึงนะโว้ย”ไอ้บาม
“พวกมึงเป็นเหตุผลที่กูขอเวลาอยู่ให้นานขึ้น แม้จะสักเล็กน้อยก็ยังดี
สำหรับกูแล้วพวกมึงเป็นเหมือนกับครอบครัวที่เหลืออยู่”
“เดี๋ยวพวกกูช่วยกันหาทาง...”ไอ้บาม
“พอเถอะ ไอ้บาม ภูผามันตัดสินใจแล้วที่จะทำตามที่พ่อมันบอก”ไอ้บาส
“......”ไอ้บามเงียบไป
“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนหรือเราจะห่างกันเพียงใด
เราก็ยังเป็นเพื่อนรักกันนี้หว่า”ไอ้บาส
ไอ้บามร้องไห้โฮออกมา ส่วนผมกับไอ้บาสน้ำตาก็ซึมๆแล้วเราก็เดินมารวมกันกอดคอเป็นวงกลมก้มหน้าลงพื้นต่างคนก็พูดชื่อของตัวเองออกมา“กูบาม”
“กูบาส” “กูภูผา”แล้วเราสามคนก็พูดขึ้นพร้อมกัน”เราสามคนขอสาบานจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป”แล้วเราก็กอดคอกันสักพัก
จากนั้นก็แยกกันกลับบ้านแม้จะอยากพูดคุยกันให้นานกว่านี้แต่พวกเราต่างรู้ว่ามันจะไม่จบลงเพียงแค่วันสองวัน
เมื่อถึงเช้าวันจันทร์ผมลืมตาตื่นมาก็พบว่าพี่มะลิได้ออกจากการจำศีลแล้วและกำลังจองมองมาที่หน้าผม
“ทำไมคราวนี้พี่ใช้เวลาจำศีลนานจังทุกทีใช้เวลาแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน”
“พี่ก็ต้องเพิ่มพลังเพื่อไว้รับศึกกับเธอไงภูผา อิอิ”หน้าของพี่มะลิเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนบอกว่าจะรับศึกกับผม
ช่างหน้ารักเสียจนปลุกพลังความหนุ่มขึ้นมาชี้โด่ตั้งแต่เช้า
“อุ้ย”
พี่มะลิเหลือบไปเห็นว่าตอนนี้หัวของมันโพล่พ้นขอบกางเกงออกมาทำให้หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
“ผมคิดถึงพี่มากมากเลย ช่วยทำให้ผมคิดถึงน้อยลงหน่อย ดิ”
“จ จะให้ทำอะไรละ”
ผมไม่ตอบเพียงหลับตาถ่องเวทย์สร้างกายทิพออกมา
แล้วร่างกายเนื้อของพี่มะลิก็ปรากฏ เพราะเมื่อคราวก่อนพี่มะลิเป็นคนใช้คาถาเองจึงทำให้ฤทธิ์เดชคาถานั้นหมดไวเกินไปและทำให้จิตของพี่มะลิเหนื่อยล่าเกินควรจึงต้องเข้าจำศีลเป็นเวลานานเกินจริงที่ทุกครั้งจะใช้เวลาแค่เดือนละหนึ่งวันหนึ่งคืนแต่คราวนี้กับใช้ไปถึงสามวัน
“นี้จะ....”
พี่มะลิหยุดพูดไปเพราะปากถูกดูดอย่างหื่นกะหาย สองมือของพี่มะลิจับไหล่ของผมไว้
แต่สองมือผมตอนนี้กำลังชุลมุนกำการถอกสะใบและชุดโบราณที่มีผ้าหมัดขากับอกจึงถูกกระชากออกโดยง่าย
หน้าอกที่ขาวและอวบเต็มไม้เต็มมือจึงออกมาล่อให้ละจากปากมาดูดเลีย
ผมดูดและเลียไปทั่วนมจนมีเสียงดัง จ๊วบๆ ทำให้นมที่ขาวใหญ่เกิดเป็นรอยแดงๆขึ้นมา
หลังจากต้องอดทนมาถึงสามวันไฟราคะที่ร้อนระอุอยู่ทุกวันก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรงทำให้ทุกการกระทำนั้นดิบเถื่อน ปากของมะลิที่พยายามเก็บเสียงไว้เพื่อไม่ให้พ่อของภูผารู้ก็มีเสียงหลุดลอดออกมา
“อืม....อ้าผัวขาเบาๆ หน่อย อืมซี๊ด เดียวจะเก็บเสียงไม่อยู่”
เหมือนกับเสียงนั้นส่งมาไม่ถึงผม
เพราะไม่เพียงไม่หยุดตอนนี้ผมใช้มืออีกข้างล่วงเข้าไปที่กรีบสาวของมะลิบี้ตรงไปที่เม็ดแตด
จนทำให้มะลิต้องใช้สองมือปิดปากตัวเองไว้
พอผมใช้มือลูบคลำหาจุดยุธศาสตร์ได้ก็เลื่อนตัวลงไปใช้ปากเลียกลีบหอยที่ตอนนี้เริ่มมีน้ำล่อเลื่อนออกมาพอเลียได้ไม่กี่ทีก็แหย่ลิ้นเข้าไป
มะลิรีบปล่อยมือข้างหนึ่งมาดึงหัวผมเข้าหาร่องเสียวของเธอ
ตอนนี้เสียงร้องเริ่มดังขึ้นอีกแต่ผมไม่อาจห้ามตัวเองได้อีกแล้ว รีบดึงปากออกมาแล้วลุกขึ้นพลิกมะลิให้นอนคว่ำแล้วถอดกางเกงตัวเองออกจับปลายหัวถอดเขี่ยกลีบสาวของมะลิแล้วแทงท่อนเนื้อเข้าไปในท่าหมาแต่เหมือนมันจะไม่ถนัดเพราะร่องเสียวของพี่มะลิบีบต้านไว้
ผมจึงลากมะลิลงมาที่ขอบเตียงทำให้ก้นลอยเด่นที่ขอบเตียงพอได้ท่าที่ท่อนเนื้อจะแทงได้ถนัดยิ่งขึ้นผมไม่รอช้าจับปลายท่อนให้ตรงร่องแล้วแทงตรงหัวเข้าไป
จากนั้นก็อัดแรงเข้าไปทีเดียวมิดด้ามพี่มะลิกัดผ้าห่มไว้ร้องกรีดออกมา แต่เสียงของพี่มะลิเหมือนเป็นสิ่งที่กระดุ้นให้ผมเพิ่มความดิบเถื่อนเข้าไปอีก
ผมใช้มือทั้งสองข้างจับปั้นท้ายมะลิเอาไว้จากนั้นก็กระหน่ำกระแทกท่อนเนื้อเข้าออกอย่างไม่ยั้งทั้งเร็วและแรงจนเสียงดังไปทั่วห้อง
ในตอนนี้มะลิเองก็ไม่อาจกักเก็บเสียงได้อีกต่อไปแหงนหน้าอ้าปากร้องคางตามจังหวะที่โดนกระแทกแล้วลมหายใจเหมือนถูกกำหนดจากการสาวท่อนเนื้อของผม
แล้วตอนนี้ปั้นท้ายของมะลิก็ยกขึ้นหาการกระแทกแล้วทั้งร่างมะลิก็กะตุกอย่างแรง
ผมจับปั้นท้ายนั้นรั้งเข้ากระแทกอีกไปกี่ทีก็ปลดปล่อยน้ำขาวขุ่นข้นออกมาเต็มร่องเสียวของมะลิ
แล้วความรู้สึกนั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้งพลังเวทย์ในตัวเหมือนทวีคูณขึ้นแต่คราวนี้มันมากกว่าครั้งแรกเหมือมันจะระเบิดออกมาจากร่างกาย
มันพุ่งทะลุเหมือนกับภูเขาลาวาที่กำลังระเบิด
จนผมตกใจเดินถอยหลังทำให้ท่อนเนื้อหลุดออกจากล่องเสียวของมะลิเสียงดังเหมือนเปิดจุกขวดวาย
แล้วเข่าทรุดลงกับพื้น ตั้งสมาธิควบคุมพลังเหล่านั้นไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา
ส่วนมะลิค่อยๆหันมามองผมเหมือนสงสัยว่าทำอะไรอยู่
“ภูผา เป็นอะไรไป ทำไมสีหน้าเป็นแบบนั้น”
มะลิค่อยๆทรงตัวอย่างยากลำบากพาร่างกายที่ไม่มีเรียวแรงเดินมาหาผม
ตอนนี้ผมควบคุมพลังไว้แล้วค่อยๆถ่ายเทมันไปให้มะลิจากการสัมผัสร่างกาย
ทีแรกพี่มะลิทำท่าตกใจที่พลังมหาศาลได้ผ่านเข้าร่างกายทิพนั้นแต่เห็นสีหน้าผมดีขึ้นจึงไม่ได้พูดอะไร
แม้พลังในร่างผมตอนนี้จะยังมีปริมาณมหาศาลแต่ก็อยู่ในขั้นที่สามารถบังคับได้ จึงหยุดการถ่ายเทพลัง
“ทำไมจู่ๆถึงส่งพลังให้พี่ ทั้งๆที่วิธีนี้จะใช้ในการต่อสู้นี่น่า”
“เพราะมันทำให้ผมสูญเสียพลัง
นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองต่อเลยนะนี้”
”มันเกิดอะไรขึ้นเหรอภูผา”
“ผมก็ไม่รู้แต่เหมือนกับว่าตอนที่ปล่อยน้ำเชื้อออกมา พลังเวทย์ในร่างผมก็ทวีคูณขึ้นมาสะงั้น”
“แบบนั้นก็ดีนะสิ”แววตามะลิเป่งประกายออกมาด้วยความยินดี
“ก็คงงั้น
ถ้าไม่รวมที่ว่าพลังเวทย์นั้นเกือบจะระเบิดร่างผมออกเป็นเสี่ยงๆ”
มะลิเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นตกใจทันทีเมื่อรู้ว่าทำไมผมถึงต้องถ่ายพลังให้กับเธอ
แถมยังเกือบตายอีก
“ช่างเถอะผมอาบน้ำดีกว่าเดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน”
ผมทำเหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
เพื่อให้มะลิไม่ต้องเป็นกังวล ทั้งที่เมื่อกี้เกือบตายแท้ๆแต่ก็ยังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นเหมือนกันเพราะการถ่ายเทพลังเวทย์ทำให้
ฤทธิ์เดชของคาถากายทิพย์คงอยู่ได้เกือบทั้งวันถ้าพี่มะลิไม่ใช้พลังเวทย์กับคาถาอื่นเสียก่อนทุกอย่างก็จะเป็นไปตามนั้น
แต่หน้าเสียดายตรงที่ผมต้องใช้เวลานั้นไปเรียนหนังสือ ไม่งันจะจัดหนักทั้งวันเลย
เมื่ออาบน้ำเสร็จ ผมก็เปิดประตูห้องน้ำออกมาเพื่อแต่งตัวจะไปเรียนหนังสือแต่ก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อเห็นปู่กับพ่ออยู่ในห้องแล้วมะลินั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นข้างๆพ่อ
เมื่อเห็นภาพนี้สมองก็คิดไปเองว่าปู่กับพ่อเข้ามาเพื่อต่อว่าเรื่องของผมกับมะลิครั้งจะเอ่ยปากอะไรออกไปก็จะกลายเป็นคำแก้ตัวไป
ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชาย ผมจึงก้มหน้าเดินออกมาหาทั้งสามแล้วเป็นพ่อที่เอ่ยถามก่อน
“ทำไมเรื่องใหญ่แบบนี้ลูกจึงไม่คิดจะบอกพ่อ”
“คือผมคิดว่าจะค่อยๆพูดกับพ่อดูก่อนนะครับ”
“เรื่องแบบนี้จะให้ช้าได้ไง
ต้องให้ตายก่อนเหรอจึงจะเป็นวิญญาณมาบอกพ่อ”
“แค่ผมกับพี่มะลิเป็นผัวเมียกันคงไม่ถึงตายหรอกครับ”
“เอ่อ......”
พ่อหันไปมองปู่ที่ตอนนี้ เปลี่ยนจากหน้าเครียดเป็นหัวเราะออกมา พี่มะลิรีบเงยหน้าแล้วสายหัวอย่างบ้าคลั่งเมื่อหยุดสายหัวก็ยกมีสองข้างมากุมหน้าไว้เพื่อปิดหน้าที่แดงเป่งปัง
“พวกเราไม่ได้เข้ามาพูดเรื่องนั้น ถ้านั้นเป็นความสุขของหลานพวกเราจะไม่ขัดหลอก”ปู่เป็น
คนพูดออกมาทำให้ผมแปลกใจไม่น้อยที่บอกว่าจะไม่ขัดขวางเรื่องของผมกับพี่มะลิ
“แต่ถ้ามันจะทำให้หลานต้องตาย ปู่จะไม่ยอมเด็ดขาด”ปู่พูดต่อทำให้ผมดีใจได้แค่แว๊บเดียวเพราะมันหมายความว่าผมอดที่จะมีอะไรกับพี่มะลิ
“หลานรู้ใช่มั้ย ถ้าตอนนี้หลานเสพกามกับมะลิพลังในร่างคงระเบิดแน่”ปู่พูดออกมาตรงๆทำให้ผมมองไปที่พี่มะลิที่กำลังมองลอดผ่านนิ้วมือมาทางผม
แล้วพูดออกมาเมื่อเห็นว่าผมกำลังมองไป
“ก็พี่เป็นห่วงนิ เลยไปบอกพ่อ”
“แต่ผมไม่เป็นไร ตอนนี้ผมควบคุมมันได้แล้ว”
“ซึ่งหลานจะทำได้อีกไม่นาน ถ้าไม่เรียนรู้อย่างจริงจังที่จะควบคุมพลังเวทย์นี้”ปู่พูดขึ้นทันที
“เหมือนปู่รู้ว่าอาการของผมเป็นอะไร
แล้วปู่ยังรู้วิธีที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกใช่ไหมครับ”
“ถูกแค่ครึ่งเดียวภูผาหลานปู่ เดิมที่คนเราเกิดมามีร่างกายที่รับพลังเวทย์ได้ไม่เท่ากัน
มากน้อยก็อยู่ที่บรรพบุรุษฝึกใช้เวทย์มากแค่ไหน ซึ่งจะทำให้ลูกหลานรุ่นต่อๆไปมีร่างกายที่สามารถกักเก็บพลังเวทย์ได้มากยิ่งขึ้น
แต่ทะว่าเมื่อคนเราเกิดมาจะมีพลังเวทย์แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น และต่อให้มีพลังเวทย์มากแค่ไหน
เมื่อใช้ไปพลังเวทย์ที่อยู่ในตัวก็จะหมดไป ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างมากซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ไป
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พลังเวทย์ในตัวเพิ่มขึ้นจนเต็ม สูงสุดก็ได้แค่ครึ่งเดียวอย่างที่เคยเป็น
หากต้องการเพิ่มพลังเวทย์ให้เต็มร่างต้องรู้จัก”วิธีปิดวิญญาณ”เสียก่อน”
ปู่หยุดพูดแล้วมองมาที่ผมด้วยแววตาที่คุ่นคิด
“แต่หลานกับต่างจากความเป็นจริงเหล่านั้น ผู้ที่ได้พลังเวทย์จากการเสพเพลิงราคะนั้นไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้
.................ไม่เคยมีแม้แต่คนเดียว....”
ที่ปู่พูดทำให้ผมใจเสียลงไปอีก
ก็หากไม่เคยมีใครเป็นแบบผมก็หมายความว่า ไม่เคยมีใครถูกรักษามาก่อนหรือก็คือไม่มีวิธีรักษา
“แต่หลานไม่ต้องห่วงไป วิธีแก้ไขชั่วคราวก็คือการถ่ายพลังไปให้คนอื่นเหมือนที่หลานทำ
หลังจากที่หลานไปอยู่กับปู่แล้วปู่จะหาวิธีที่เหมาะสมรักษาหลานเอง”
ได้ยินแบบนี้ผมค่อยโล่งใจหน่อยจึงขอตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากใส่ชุดนักเรียนแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้พลังเวทย์ในตัวมีมากจนทำให้อึดอัด
“ปู่กับพ่อช่วยเอาพลังเวทย์ผมไปหน่อยได้ไมครับ
ตอนนี้พลังเวทย์มันทำให้ผมอึดอัด”
ทั้งสองคนพยักหน้าผมจึงเดินไปจับร่างของทั้งสองไว้แล้วถ่ายพลังออกไป
แต่ได้เพียงแค่เริ่มปู่กับพ่อก็รีบถอยห่างออกทันที
“เป็นอะไรเหรอครับ”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ทันทีที่พลังเวทย์ของลูกไหลเข้ามา
พลังในตัวพ่อก็ต้านไว้ทันที”
“ปู่เองก็เหมือนกันคงเพราะพลังเวทย์เป็นคนละชนิดกันก็เป็นได้
แต่ด้วยทั่วไปแล้ว ชนิดของพลังมักถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกจึงทำให้เป็นแบบเดียวกันที่วงตระกูล”
“พลังเวทย์มีชนิดด้วยเหรอครับ”
“มีหลายอย่างที่หลานยังไม่รู้ ไว้ตอนหลานอยู่ที่บ้านเราก่อนปู่จึงค่อยๆสอนทุกอย่างให้เจ้ารู้”
“งั้นผมไปเรียนแล้วนะครับ”
พูดถึงเรื่องที่ต้องไปอยู่กับปู่ที่ไรผมชักอยากหนีไปไกลๆทุกที
ก็ไม่ได้ไม่ชอบอะไรแค่รู้สึกไม่อยากไปก็แค่นั้นเหตุผลที่จะอยู่ที่นี้มันมีมากจนนับไม่ถ้วน
แต่เหตุผลที่จะไปนี้สิตอนแรกก็ไม่มีหลอกส่วนตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่างแล้วนั้นคือความอยากรู้เกี่ยวกับเวทย์มนต์แต่ก็แค่อย่างเดียว
ช่างเถอะยังไงก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดีปัญหาตอนนี้คือการบอกลาเอื้องฟ้าที่ทำให้ผมหนักใจอย่างน่าประหลาดทั้งที่พึงจะสนิทกันแท้ๆ
คงไม่ใช่ว่าผมเริ่มรู้สึกกับเธอเหมือนที่รู้สึกกับพี่มะลินะ
คงไม่ใช่อะแบบนั้นผมก็เป็นคนเจ้าชู้ดิ ม๊ายไม่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น...มั้ง
นิยายเรื่องภูผา (18+)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น