ตอนที่ 6 "ข้อแรกเปลี่ยน"


            ความมืดคือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในตอนนี้ เหมือนกับล่วงลงสู่เบื่องล่างของพื้นทะเล ความรู้สึกนั้นเหมือนว่าไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านพบความกลัวและเย็นยะเยือกของทุกเสียววินาทีที่ผ่านไป เหมือนกับความกลัวและเย็นนั้นได้ดำเดินมาจนถึงที่สุด อย่างฉับพลันแสงหนึ่งสาดส่องผ่านเข้ามาในความมืด ก่อให้ปรากฏฉากหนึ่งขึ้นมา ฉากที่ได้เห็นนั้นคล้ายกับว่ากำลังลอยอยู่ในห่วงอวกาศ และมองไปยังดวงดาวกลุ่มหนึ่งที่ล้อมรอบดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลกของเราเป็นร้อยเท่า ทำให้ดูเหมือนว่าแสงของพระอาทิตย์นั้นสาดส่องไม่ทั่วถึง แต่แสงที่สะท้อนออกมาจากดาวดวงนั้นกับบอกให้รู้ว่า มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมืดอยู่ อาจเป็นเพราะดาวดวงนั้นมีพระจันทร์ถึงสี่ดวง หนึ่งในสี่นั้นมีอยู่ดวงหนึ่งที่ให้ความรู้สึกว่าร้อนแรงดังพระอาทิตย์แต่กับส่องแสงสีน้ำเงิน ผมไม่อาจหาคำมาอธิบายกับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แค่บอกได้เต็มปากว่ามันคล้ายกับความจริง ทั้งความร้อนที่ส่องมาและความรู้สึก จากนั้นจู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห่วงอวกาศ
“สิ่งที่ถูกแบ่งแยก จะหวนคืนสู่ถิ่นเดิม บัดนั้นจะไม่มีสิ่งใดมาแบ่งให้เป็นอื่น หนึ่งเดียวที่ทุกสิ่งควรทำ คือการตั้งมั่นเผชิญกับโชคชะตา.....”
“ใครนะ นั้นเสียงใคร”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมามีเพียงแสงหนึ่งปรากฏขึ้น แล้วแสงนั้นก็ดูดผมเข้าไป
..............................................................................................................................................................................
“ภูผา ภูผา เป็นอะไรหรือป่าว”
“ฮืม......อ่าวเอื้องฟ้า”
“ภูผา เป็นอะไรหรือป่าว เราเรียกนานแล้วนะ แถมตัวก็เย็นลงๆ ทำเอาตกใจแถบแย่”
“เราไม่เป็นไรจ๊ะ ขอบใจที่เป็นห่วงนะ”ผมก้มลงไปจูบหน้าผากของเธอ แม้ในหัวจะสับสนเพียงใดแต่ใบหน้าห่วงใยของเอื้องฟ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขไม่น้อยที่ได้เป็นเจ้าของความห่วงใยของเธอ
“ไม่ให้เราห่วง...แฟนเราได้ไงละ”
“แค่แฟนเองเหรอ....เราว่ามากกว่านั้นนะ”
“บ้า...บ้าอะ ภูผาบ้า”
แล้วเธอก็นอนหันหลังให้ผมเพื่อปิดบังใบหน้าที่เขินอายอันแสนจะน่ารักของเธอ ทำเอาผมเกิดอารมณ์ขึ้นมาอย่างมากมายแต่รู้สึกว่ามันจะมากเกินกว่าปกติ จนผมไม่รู้ตัวว่าก้มลงไปซุกไซ้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ต้องหยุดไปเมื่อเอื้องฟ้าทั้งหยิกทั้งตีแล้วบอกว่าพี่กับพ่อของเธอกำลังจะกลับมาแล้ว ผมจึงต้องรีบแต่งตัวและออกจากบ้านเอื้องฟ้าแต่ก่อนกลับ ผมได้ถอดตะกุตเทภารักที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาออกจากคอผม แล้วให้กับเอื้องฟ้าผมจะได้สบายใจเวลาที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆเธออันตรายใดๆจะไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้ ผมยื่นตัวไปหาเธอที่หน้าประตูบ้านแล้วบอกกับเธอ
ว่า“สิ่งนี้พ่อให้เราไว้ตั้งแต่เด็ก มันคอยคุ้มครองเราตลอดเวลา แต่นับต่อจากนี้ไปเราอยากให้ตะกรุดนี้คอยคุ้มครองดวงใจของเราตลอดไป” ผมยื่นตัวไปแล้วคร้องซอยตะกรุดนั้นไว้ที่คอของเธอ ก่อนจะดึงตัวกลับผมหอมแก้มเธอฟอดใหญ่หนึ่งทีแล้วรีบวิ่งกลับบ้านทันทีเพราะดูเหมือนว่าได้เวลาที่พ่อของเอื้องฟ้าต้องกลับบ้านแล้วก็เป็นยังนั้นจริงๆพอดีที่ผมออกมาพ้นประตูบ้าน รถของพ่อเอื้องฟ้าก็สวนเข้าบ้านไปและดูเหมือนพ่อของเอื้องฟ้าจะไม่ทันสังเกตเห็นผมแต่พี่ดอกแก้วเธอเห็นเต็มๆเพราะทำหน้าตกใจที่เห็นว่าผมอยู่แถวนั้นและยังชี้หน้าผมอีกแต่ผมก็แค่ยิ้มยั่วๆกลับไป จากนั้นผมก็ก้าวเดินออกไปด้วยร่างที่เบาหวิวดังขนนกและใจที่ร่าเริง ลืมความกังวลทุกอย่างจนหมดสิ้น
            แต่แล้วเมื่อมาถึงบริเวณทางเข้าบ้านผมก็ต้องพบเจอปัญหาที่ไม่อาจหลีกหนีได้นั้นคือพี่มะลิหญิงสาวอีกคนที่ผมรักแม้เธอจะเป็นเพียงวิญญาณ แต่ความรักไม่มีสิ่งใดมาแบ่งแยกได้
“ไปไหนมา”
“บ....บ้านเพื่อนจ๊ะ”
“ใคร”
ผมใช้เวลาคิดอยู่ข่อนข้างนานว่าจะตอบความจริงดีไหม แต่ดูจากท่าทางของพี่มะลิแล้วคงรู้อะไรมาบ้าง จึงดูโกรธอยู่ไม่น้อย เหลือทางเลือกเดียวนั้นคือความจริง
 “เอื้องฟ้า บ้านเอื้องฟ้า”
แล้วพี่มะลิก็ก้มหน้าเงียบไป ผ่านไปสักพักด้วยใจผมที่หล่นวูบกับท่าทีของเธอ ในที่สุดพี่มะลิก็พูดออกมา
“ข้านั้นเป็นเพียงแสงที่เลือนราง แม้เพียงฝุ่นละออง ข้าก็ยังมิอาจสำคัญเท่า แล้วเหตุใดข้าจะเทียบเคียงรัศมีของหญิงเอื้องฟ้าได้...เพียงเศษทุรี ฤ จะสู้กายเนื้อ...ไม่มีวัน”
แล้วพี่มะลิก็ไม่ให้โอกาสผมได้อธิบายหรือแก้ตัวถึงสิ่งใด กายร่างเป็นหมอกควันกลับสู่สร้อยรูปร่างคล้ายหยดน้ำ ที่พ่อเรียกว่าสร้อยวารี จากนั้นพี่มะลิไม่ส่งปฏิกิริยาอะไรออกมาอีกเลย แม้ว่าผมจะสามารถบังคับให้พี่มะลิออกมาได้ แต่วิธีนั้นคงจะทำให้เรื่องแย่ลงกว่าเดิม แล้วจะมีทางใดที่จะแก้ปัญหานี้ได้บ้าง ปัญหาครั้งนี้เหมือนกับกำแพงที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้เพราะหากเป็นผม ผมก็คงไม่มีวันให้อภัยคนที่รักเหมือนกันเหลือทางเดียวคือการขอคำปรึกษาจากพ่อหรือ...ปู่
จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบหยามในการเดินป่า เพราะเมื่อเช้าพ่อบอกกับผมว่า จะพาปู่เข้าไปเที่ยวในป่า ตอนนี้คงกำลังกลับมากันแล้ว แต่ผมคงรอไม่ไหวคงต้องเข้าไปตามหาพ่อกับปู่อีกที แต่ทะว่าพอผมเปิดประตูเข้าบ้านก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
“แก ตาย”
“เดี๋ยว ”วิ”....”
เสียงทั้งสองคนดังขึ้นเกือบพร้อมกันแต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ตามนั้นคือมีดแหลมที่พุ่งมาที่ตัวผม ปลายมีดนั้นเล็งมาที่ท้องแม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไวมา แต่ร่างผมก็ยังพุ่งถอยหลังหลบออกมาได้แต่เจ้าของมีดยังไม่ลดละความพยายามพุ่งตัวเข้ามาแทงซ้ำอีกครั้งด้วยมือขาวเพียงข้างเดียว แต่คราวนี้ผมตั้งตัวได้แล้วจึงใช่มือขวาจับไปที่หลังมือจากด้านล่างและซ้ายจับไปตรงหน้ามือจากด้านบนแล้วบิดมือนั้นพร้อมใช่ท้าวซ้ายเตะกวาดจากด้านล่างทำให้คนนั้นล้มลงไปนอนกับพื้นผมจึงนำมีดที่จะใช้แทงตัวผมมาไว้ในมือแล้วถอยออกมา
“คราวหลัง อย่าตะโกนออกมาก่อนจะฆ่าใครละ เดียวจะโดนเสียเอง”
ผมก้มลงพูดกับคนที่จะฆ่าผม เลยสังเกตได้ว่าเป็นผู้หญิงเพราะผมที่ยาวมาปิดหน้าไว้
“เดี๋ยว...เดี๋ยวค่ะ”
มีเสียงของอีกคนร้องตามมาหลังจากที่คนแรกนอนลงไปกับพื้นแล้ว เป็นเสียงผู้หญิงเหมือนกันหน้าตาดูสวยเหมือนเป็นลูกครึ่งจีนดูจากตาที่เล็กแต่เข้ากับใบหน้ารูปเรียวของเธอทำให้หยุดมองไม่ได้ เพราะมันเป็นใบหน้าที่เซ็กซี่ไม่น้อยดูแล้วคงแกว่าผมไปสักห้าปีได้ แล้วเธอคนนั้นก็พูดขึ้น
“ฉันขอโทษ แทนน้องของฉันด้วยนะคะ”
“ขอโทษเค้าทำมัยกันคะพี่ เค้าต่างหากที่ต้องกลัว”
หญิงสาวที่นอนกับพื้น พยุงตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับพูดแสกพี่สาวของเธอ
“เพราะว่าเค้า.........”
เธอหันมามองผมแล้วหยุดพูดไปเหมือนตลึงกับบางอย่าง แต่ก็พูดต่อจนจบ
“...เป็นคนลักพาตัวคุณตา”
ผมยังไม่ทันได้พูดหรือถามอะไรจากเธอคนนั้นเพราะมัวยืนมองคนสวยอีกคนที่อายุคงใกล้เคียงกับผม ก็มีเสียงของปู่จากทางหลังบ้านพูดขึ้นมาเสียก่อน
“ฮ้า ใคร ใครถูกลักพาตัวนะ....อ้าวใยตัวแสบมาได้ไงนิ”
หญิงสาวทั้งสองหันไปมอง แล้วตะโกนออกมาพร้อมกับวิ่งไปหาปู่
“คุณตา”
“ฮืม...ตา”
ผมทวนออกมาช้าๆ เบาๆเรื่องนี้ไม่ทำให้ผมตกใจอะไรมากหลังจากรู้ว่าปู่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอเดาออกว่าผมยังมีญาติคนอื่นๆอีกแน่ แต่ตกใจตรงที่ญาติสวยเกินไปตางหาก
“พวกหนูตามหาตา จนถั่วหมดเลย โชคดีที่พี่จันทร์มากับปู่ด้วยนะพวกเราถึงได้รู้”
ผู้หญิงที่แทงมีดใส่ผมพูดขึ้น
“ตาก็บอกที่บ้านแล้วนิว่าจะออกมาสักสามสี่วันหรืออาจนานกว่านั้น”
“ก็พวกเราติดต่อตาไม่ได้เลยนิ”
คราวนี้ผู้หญิงที่เข้ามาห้ามเป็นคนพูด
“ก็ติดต่อแม่จันทร์เค้าได้อยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ก็ตาให้พวกพี่เค้าไปอยู่ที่ในเมืองกัน แล้วพวกเราจะติดต่อตาได้ยังไง แล้วตามาอยู่ที่นี้ทำไม”
“อ้อ จริงสิ...นี้ภูผาเป็นหลานตาอีกคน”
ปู่ชี้มาทางผม
“ฮะ”ทั้งสองหันมองมาทางผมตามที่ปู่ชี้แล้วร้องออกมาอย่างตกใจ จากนั้นหันมามองหน้ากัน
“แล้วภูผา คนนี้ชื่อวิ”ปู่ชี้ไปทางคนที่วิ่งเอามีดมาแทงผม ใบหน้าเธอนั้นเป็นรูปไข่ตาเล็กคิ้วโค้งได้รูปใบหน้าหมดจดไม่มีสิวหรือรอยแผลใดๆ รวมแล้วเธอสวยมากในแบบคนตาเล็ก
“ส่วนคนนี้ชื่อกาล”เธอคือคนที่เข้ามาห้าม หน้าตาเธอก็สวยไม่น้อยใบหน้าก็ดูคล้ายอีกคน แต่ดูสวยคมมากกว่าเพราะคางที่เรียวได้รูปของเธอ และตัวเธอนั้นสูงเท่ากับผมพอดีถ้าดูจากสายตานะครับ
            ทั้งสองดูตกตลึงไม่น้อยที่เห็นและรู้ว่าผมเป็นหลานปู่เหมือนกันคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมหรือพ่อมากนัก จึงยืนตัวแข็งไม่กระดุกระดิก
“ทำความรู้จักกันไว้ก่อนก็ดี อีกไม่นานภูผาจะย้ายไปอยู่กับพวกเรา”
“ผมว่าพวกเราได้ทักทายกันนิดหน่อยแล้วละครับ ...อ้อจริงสิ...ปู่แล้วพ่อไปไหนละ”
“เอ่อ...พ่อเค้าคงจะกลับมาพรุ่งนี้นะ”
“โถ่......งันปู่มานี่หน่อยมีอะไรจะปรึกษา”
“ฮ้า...หลานเนี้ยนะ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนใจไม่ไปแล้วนะ ไม่ได้นา ปู่ไม่ยอมหรอกนา”
“มานี่ก่อน”
ผมเดินมาหลังบ้านเพื่อหาที่เงียบๆคุ้ยกับปู่เรื่องของผม แล้วทิ้งสองคนนั้นไว้หน้าบ้าน เมื่อมาถึงที่ที่คิดว่าไม่มีใครได้ยินแล้วจึงเล่าเรื่องปู่ให้ฟัง
“ปู่ คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะ.....”ผมเล่าเรื่องที่ไปบ้านเอื้องฟ้าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วพี่มะลิก็รู้เรื่องทั้งหมดจึงโกรธผมมากและยิ่งไปกว่านั้นผมกลัวว่าพี่มะลิจะไปจากผมแต่ก็ไม่ลืมเล่าเรื่องในฟันตอนผมสลบไปหลังจากหลั่งออกมา
“หลานเนี้ยนะ ยังกล้าไปทำเรื่องกามมาอีกทั้งที่ตอนทำกับมะลิก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วแท้ๆ ถ้าเกิดตายขึ้นมาปู่จะอยู่ยังไง”
“อืม...ปู่พูดเหมือนรักผมมากเลยนะครับ ทั้งที่พึงเคยเจอกันแท้ๆ”
“ทำไมหลานถึงถามแบบนั้น รู้มั้ยจากวันที่พ่อหลานพาหลานจากมา ไม่มีวันไหนที่ปู่ไม่คิดถึงหลาน ทุกๆวันปู่เฝ้าคอยให้มีวันนี้ แต่พ่อหลานยังไม่ยอมกลับไปกับปู่อีก ยังดีที่หลานยอมทำตามที่พ่อหลานขอไม่งั้นปู่คงต้องอยู่กับความเสียใจไปตลอดชีวิต”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าทำเอาผมรับรู้ถึงความเจ็บปวดของปู่กับเวลาที่ผ่านมาได้
“ผมขอโทษที่ถามแบบนั้น แต่ปู่ช่วยผมหาทางพูดกับพี่มะลิที”
“เรื่องของมะลิเดียวปู่จะพูดให้ แต่ต้องแรกกับให้หลานไปอยู่กับปู่เร็วกว่าเดิม เอาเป็นพรุ่งนี้เลยแล้วกัน”
“ห๊ะ พรุ่งนี้เลยหรอแต่ว่า...”
“หลานเป็นห่วงเรื่องของเด็กที่ชื่อเอื้องฟ้าใช่ไหม ปู่เข้าใจแต่ความรักนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางหลอกนะ”
“แต่มันก็มีส่วนทำให้ความรักเปลี่ยนไป”
“แต่ถ้าช้ากว่านี้ จะยิ่งเสียใจมากตอนต้องจากกัน อีกอย่างหลานยังสามารถติดต่อกันได้ทุกวันนิและยังมาหากันได้อีก ในตอนที่ว่างละนะ”
“.....”
“เอาตามนี้แล้วกัน ส่งสร้อยวารีมาสิเดียวปู่จะคุยกับมะลิให้”
            ผมหาสิ่งใดมาโต้เถียงกับปู่ไม่ได้ เมื่อในที่สุดผมก็ต้องจากเอื้องฟ้าอยู่ดี สู่ทำให้ทุกอย่างดีที่สุดเพื่อให้เอื้องฟ้าหรือผมเสียใจน้อยที่สุด แล้วพอใกล้ค่ำผมก็อาบน้ำและทำอาหารให้ปู่กินกันส่วนสองพี่น้องนั้นเข้ามาขอโทษผมแล้วขอตัวกลับไปรอปู่ในเมืองจนกว่าจะกลับพร้อมกัน ในใจผมตอนนี้มีแต่เรื่องพี่มะลิกับเอื้องฟ้าไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนแต่ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อยที่ปู่สัญญาว่าจะช่วยคุยกับพี่มะลิให้ และเป็นที่น่าแปลกใจหลังจากที่ปู่ยื่นสร้อยวารีให้ผมแล้วบอกให้ผมเดินเข้าไปคุยกับพี่มะลิในห้องนอนหลังจากที่เข้ามาในห้องนอนแล้วกลับได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของพี่มะลิแม้มันจะเป็นรอยยิ้มจางๆก็ตามที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น