ภูผาตอนที่ 2 “ขุนศึกไร้พ่าย”
การต่อสู้ แม้จะผ่านเวลามาเนิ้นนานเพียงใด มันก็ยังคงเล้าใจและสะกดความรู้สึอได้จากทุกสายต ยิ่งมีการต่อสู้ที่ดุเดือดมากแค่ไหน หัวใจของคนดูก็หลงไปกลับความขังของการต่อสู้นั้น และมายไทยคือสุดยอดของการต่อสู้ที่ดุเดือด ทางรัฐบาลที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมยังคงรักษาเรื่องนี้ไว้และให้จักงานวัดที่มีการชกมวยมาเกียวข้องในทุกๆปี และการชกมวยที่มีความเสียงสูงก็มีเงินรางวัลที่สูงตาม และภูผาจัดว่าเป็นนักมวยคนหนึ่ง แต่ที่เค้าเลือกชกมวยเพราะว่ามันรายได้ดีและสามารถนำสิ่งที่พ่อสอนไว้มาทำประโยชน์ได้
การต่อสู้ แม้จะผ่านเวลามาเนิ้นนานเพียงใด มันก็ยังคงเล้าใจและสะกดความรู้สึอได้จากทุกสายต ยิ่งมีการต่อสู้ที่ดุเดือดมากแค่ไหน หัวใจของคนดูก็หลงไปกลับความขังของการต่อสู้นั้น และมายไทยคือสุดยอดของการต่อสู้ที่ดุเดือด ทางรัฐบาลที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมยังคงรักษาเรื่องนี้ไว้และให้จักงานวัดที่มีการชกมวยมาเกียวข้องในทุกๆปี และการชกมวยที่มีความเสียงสูงก็มีเงินรางวัลที่สูงตาม และภูผาจัดว่าเป็นนักมวยคนหนึ่ง แต่ที่เค้าเลือกชกมวยเพราะว่ามันรายได้ดีและสามารถนำสิ่งที่พ่อสอนไว้มาทำประโยชน์ได้
เมื่อถึงเวลาภูผาก็มาถึงหน้าวัดและสิ่งที่เจอก่อนการขึ้นชกก็คือคำประนามการมาสายของเค้าจากเพื่อนทั้งสองทันที
“ไอ้ฉิบหาย พวกเรากำลังจะไปบ้านมึงพอดี”คนแรกที่กล่าวคือ บาสเพื่อนที่โตมาด้วยกันและเรียนอยู่ห้องเดียวกับเค้า
“เวรตะไร นึกว่าโดนแมวกัดคออยู่ข้างทาง”ตามมาด้วยบามเพื่อนอีกคนที่อยู่กับภูผามาตั้งแต่เกิด
"โทษๆ อุ่นเครื่องนานไปหน่อยวะ”
"โทษๆ อุ่นเครื่องนานไปหน่อยวะ”
มันสองคนสบตากันเหมือนรู้ว่าภูผาโกหก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะลุงชัยที่เป็นเพื่อนของพ่อภูผาเข้ามาพอดี
“มาแล้วเหรอภูผา....อีกฝ่ายมันเปลี่ยนคนชกกะทันหัน หลานจะเอาไงดี
มันอายุยี่สิบห้าแล้วแทมน้ำหนักยังมากกว่าหลานไปเท่าตัว"
ลุงชัยทำถัาหยุดคิดแล้วพูดต่อ" งั้นเดี๋ยวลุงบอกกรรมการว่าภูผาไม่ชกแล้วนะ”
ลุงชัยทำถัาหยุดคิดแล้วพูดต่อ" งั้นเดี๋ยวลุงบอกกรรมการว่าภูผาไม่ชกแล้วนะ”
ลุงชัยพูดเสร็จก็หันหลังกลับแต่ภูผาคว้ามือไว้ก่อน
“ไม่เป็นไร ให้ผมลองดูก่อนครับ”
“แน่นใจเหรอวะ”ไอ้บาส
“ฉิบหายตัวยังกะหมีควาย”ไอ้บามมองไปยังอีฟากซึ่งเป็นฝ่ายแดง
“เอ่อ น่า...ถ้ากูกลัวเจ็บกูคงไปคิดจะชกมวยหลอก”
ผมพูดไปก็ถอดเสื้อออกโชว์กล้ามที่เป็นมัดๆ
แล้วดึงกางเกงออกเหลือแต่กางเกงในแค่ตัวเดียว
แล้วใส่กางเกงสีน้ำเงินที่เป็นสีมุมของผม
“เห้ยๆ ดอกฟ้า มาวัดวะ”
“อะไรของมึงวะไอ้บาส”
ไอ้บาสพยายามสะกิดไหล่ให้ผมหันไปมองที่มันกำลังส่งสายตาไป
“อ้าว เอื้องฟ้า มาเที่ยวเหรอ”
เป็นเอื้องฟ้าที่เดินฝ่าวงล้อมเข้ามาที่มุมของเวทีมวย
เหมือนกับเธอเป่งประกายโดดเด่นกว่าทุกคนที่ยืนอยู่รอบการเธอ เอื้องฟ้าที่ใส่เสื้อสีขาวลายสีฟ้ากระโปรงยาวเลยเข่า
ทิ้งตัว พลิ้วไหว ราวกับนางฟ้าก็ไม่ปาน ทำให้ภูผารู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นเอื้องฟ้าแต่งชุดนี้แล้วมันทำให้ภูผารู้สึกแปลกๆ
“อื้ม...เรามาเที่ยวนะ มากับพ่อกับพี่น่ะ”
พูดไม่ทันขาดคำพี่สาวของเธอก็โผ่หน้ามาให้เห็น
ความคิดแรกที่เห็นหน้าพี่ของเอื้องฟ้าคือ “ฉิบหายแล้ว” ไม่มีคำบรรยายอื่นนอกจากนี้เพราะเธอมองมาด้วยสายตาที่เหมือนจะกระโดดกัดคอผมให้ตายเสียตรงนี้
“นี้นายจะขึ้นชกเหรอ”
“อ้อ...ครับ ผมจะขึ้นชก”
“ขอให้ฟันร่วงสักสามสี่ซี่นะ แต่ถ้าหมดปากได้ก็ยิ่งดีนะ”
เอื้องฟ้าหันไปมองพี่ของเธอด้วยสายตาดุๆ แต่ผมมองยังไงหน้าเธอก็น่ารัก
“ทำไมลูกพูดอย่างนั้นละ มันเป็นลางไม่ดี”
“อ้อนี้ พ่อของเรา”
เอื้องฟ้าแนะนำพ่อของเธอให้พวกผมรู้จัก พวกผมก็ยกมือไหว้ พ่อของเธอก็รับไหว้
ดูพ่อเอื้องฟ้าก็เป็นคนใจดีไม่เหมือนที่ลำลือกันแต่ท่านไว้หนวดจึงดูหน้าเกรงขามก็แค่นั้น
“เธอชื่อ อะไรเหรอ”
“ผมชื่อภูผาครับแล้วนี้บามกับบาสครับ”ผมชี้ไปที่เพื่อนทั้งสองแล้วพวกมันก็ยกมือไหว้อีกครั้ง
“ณ บัดนี้ได้เวลาของ ศึกยามราตรีที่ทุกท่านรอค่อย ขอเสียงตบมือต้อนรับผู้มาเยือน ฝ่ายแดงผู้เจนศึกโดยมีสธิติชก60ครั้ง ชนะ50ครั้งเสมอ5 และแพ้5ครั้ง ได้รับฉายา “ไปหมีอึดมหาปะไหร”.........”
เมื่อมีเสียงประกาศขึ้นเวทีของฝ่ายแดงพร้อมเกียรติคุณต่างๆ ภูผาจึงรีบขอตัวขึ้นเวที
“ขอให้ชนะนะ เอื้องฟ้าจะเอาใจช่วย”เอื้องฟ้าเดินมาหาที่มุมจากนั้นจึงใช้สองมือกุมนวมข้างขาวของผมไว้จากนั้นก็อวยพรออกมา
ผมแปลกใจเล็กน้อยกับการกระทำของเอื้องฟ้า
แต่ผมก็ส่งยิ้มให้เป็นการของคุณเธอ จากนั้นจึงหันไปให้ลุงชัยใส่ฟันยางแล้วก้าวเดินไปกลางเวที
ฝ่ายแดงเหมือนจะโตกว่าภูผาเกือบสองเท่า
ใจจริงภูผาก็หวั่นๆ แต่ภูผาก็มั่นใจในศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่พ่อสอน หมั้นใจถึงความร้ายกาศที่ตัวเค้ารู้ดีกว่าใคร ว่ามันจะขว้าชัยชะนะมาให้ในครั้งนี้ เมื่อก้าวเดินมายังกลางเวธี ผู้บรรยายก็ประกาศเกียรติคุณของภูผาบ้าง ซึ่งมันทำให้ใครหลายๆคนประทับใจไม่น้อยที่รู้ว่าเค้าชกมา48ครั้งและยังไม่เคยแพ้สักครั้ง
จึงมีฉายา”ขุนศึกไร้ผ่าย”เสียงสาวกรีดกันใหญ่จนผู้บรรยายต้องรอให้เสียงเบาลง
“และบัดนี้ได้เวลา เปิดศึกกันแล้ว รอฟังเสียงกรรมการบนเวทีนะครับ”
“ชก เต้งๆ “
เสียงระฆังเริ่มขึ้นฝ่ายแดงเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนโดยชกหมัดขวาตรงออกมาสุดแรงคงกะน็อกในหมัดเดียว
แต่ได้ชื่อว่าขุนศึกไร้พ่ายมีหรือจะจอดแค่นี้ ภูผารีบก้าวท้าวเอนตัวไปทางขวาพร้อมก้มหลบลงกึ่งขาหลบหมัดขวาไปได้อย่างฉิวเฉียด แล้วถ่ายน้ำหนักลงไปบนท้าวขวาพร้อมงอแขนซ้ายใช้ศอกกระแทกซี่โครงใต้แขนของฝ่ายแดง
“เอาแล้วครับ ฝ่ายแดงกะจอดในหมัดแรก แต่โดนสวนกลับด้วย ชวาซัดซอก
แบบนี้เจ็บจี๊ดเลย”
ฝ่ายแดงถอยกลับไปราวสามก้าวคงจุกน่าดู
“เฮ้ฮฮฮฮ”
เสียงเชียร์ของคนดูกระหึ่มขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นมวยเล็กสกิดมวยใหญ่ด้วยแม่ไม้มวยไทยที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษไทย พร้อมกับเสียงกรี๊ดจากสาวๆ
“ชก”
ตอนนี้บนเวทีเริ่มชกใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ฝ่ายแดงไม่วู้วามเหมือนตอนแรกพร้อมตั้งกาดอย่างมั่นคง เพื่อมองหาจุดที่จะโจมตี
แต่ด้วยความคิดว่าตนผ่านเวทีมาเยอะกว่า จึงเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าใช้หมัดไม่ได้ผลคราวนี้เลยบุกด้วยการกระโดดเตะปลายคางของภูผาที่ตัวเล็กกว่า โดยเตะขึ้นตรงๆด้วยท้าวขวาแต่ภูผาหลบโดยทิ้งน้ำหนักลงบนท้าวซ้ายเอียงตัวไปข้างหลังในขณะเดียวกันก็สอดท้าวขวาขึ้นยันขาซ้ายของฝ่ายแดงที่เป็นฐานยืนจนฝ่ายแดงล้มลงไป
“เฮ้ฮฮฮ”
แล้วเสียงที่กะฮึมกว่าเดิมก็ดังขึ้นเพราะว่ามีคนมามุงดูเพิ่มขึ้นอีก ฝ่ายแดงลุกขึ้นได้ไวเพราะไม่ได้เจ็บอะไรมาก แต่ไม่ทันที่กรรมการจะจับชกก็มีเสียงระฆังดังหมดเวลาไปเสียก่อนทั้งสองจึงแยกกลับมาที่มุม
“เพื่อนผมครับเพื่อนผม”ไอ้บาสประกาศอยู่ข้างเวที
เมื่อภูผากลับเข้ามุม มีสาวๆในหมู่บ้านตะโกนพูดแข่งกันจนฟังไม่รู้เรื่องได้ยินลุงชัยที่อยู่ใกล้สุดพูดแค่ว่ารุกบ้างไอ้หนู ภูผาจึงพยักหน้ารับในขณะที่เพื่อนทั้งสองบีบนวดเป็นพี่เลี้ยงให้ เมื่อหมดเวลาพัก
จึงเดินออกไปกลางเวที กรรมการบอกชกเป็นสัญญานเริ่มการต่อสู้อีกครั้ง ภูผาจึงเริ่มใช้สเต็บท้าวเพิ่มความไวในการเคลื่อนที่
คราวนี้ฝ่ายแดงไม่ยอมบุกเพราะเหมือนจะหาทางเปิดฉากไม่ได้
ภูผาจึงเป็นฝ่ายเปิดฉากเสียเอง โดยการพุ่งตัวออกไปยืนในระยะชกแล้วปล่อยหมัดสัดออกไปแม้จะโดนกาดแต่โดนหมัดเย็บออกไปถึงห้าทีในเวลาแค่สามวิ ด้วยความไวคนที่ยืนดูอยู่อ้าปากค้างไปตามๆกันแม้ทุกคนจะมองไม่ทันแต่ได้ยินเสียงที่ตามมา
ตอนนี้บนเวทีกาดฝ่ายแดงเริ่มตกเพราะหมัดเย็บที่รุนแร็งและเร็ว แล้วภูผาจึงถีบตัวถอยออกมาหนึ่งก้าว
จากนั้นจึงยกขาขวาพร้อมเอียงตัวไปข้างหลังแล้วถีบไปตรงกลางกาดที่ตอนนี้เริ่มตก ฝ่าเท้าทะลุกลางกาดเข้าไปเต็มหน้าของฝ่ายแดงทำเอาฝ่ายนั้นหน้าหงายพร้อมกับความมึน แต่ยังไม่ล้มจึงต้องตามด้วยการชกหมัดทั้งสองเสือกไปที่ปลายคางของฝ่ายแดง
“โอ้ยคราวนี้ฝ่ายแดงโดนบุกอย่างหนัก แถมยังเจาะกาดด้วยลูกถีบพายุพัดอีก
...แล้วนั้น หนุมารถวายแหวน ล้มลงไปแล้วครับท่านผู้ชม โอ้โห้หหห”กรรมการรีบเข้ามาดูแล้วยุติการชกทันที ในตอนนั้นทุกคนต่างเงียบเสียงลง พอกรรมการประกาศว่าฝ่ายน้ำเงินชนะ ร้อมลอบเวทีจึงดังไปด้วยเสียงกะฮึ่ม เฮรันไปทั่ววัด
หลังจากพยายามออกจากวงล้อมของฝูงชนมาได้ ก็เจอกับเอื้องฟ้าที่ยิ้มดีใจอยู่ใกล้ๆพี่สาวและพ่อของเธอแต่พ่อของเธอเป็นคนพูดก่อน
“ชกได้เยี่ยมจริงๆ ถูกใจลุงมากกก แถมยังชนะได้เหนือเมฆอีก สุดยอดจริงๆ”
“ขอบคุณครับ”
“เอ่อ ภูผาพาเราไปเที่ยวงานวัดหน่อยได้มั้ย”
“อ อ้อ..ได้สิ เชิญครับคุณลุงพี่สาว”
“ไปเที่ยวกันเลย เดียวลุงจะพาดอกแก้วไปหาอะไรทานสักหน่อย”
“ไม่ไปหนูไม่หิว หนูจะอยู่กับน้อง”
“น่าๆ ไปเป็นเพื่อนพ่อหน่อย"จากนั้นโดยไม่รอความคิดเห็นพ่อของเธอก็เดินรากร่างที่ขัดขืนอย่างเต็มทีของพี่ดอกแก้วจากไป
"อ้อ แล้วฝากดูแลเอื้องฟ้าด้วยละ”
"อ้อ แล้วฝากดูแลเอื้องฟ้าด้วยละ”
“ครับ”
เมื่อมองพ่อของเอื้องฟ้ารากพี่แก้วไปอย่างทุลักทุเลผมก่อหันมาพูดกับไอ้บาสไอ้บาม
“งั้นเราไปเที่ยวกัน สี่...อ้าวไอ้สองตัวนี้หายไปไหนแล้ววะ”
“แยกออกไปเมื่อตะกี้นี้เอง ”
“งั้นเราไปเที่ยวกันสองคนดีกว่าเนอะ”
“อื้ม”
จริงๆในงานก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่ดูเหมือนเอื้องฟ้าจะสนุกไม่น้อยเดินดูนั้นดูนี่
ซ้ายทีขวาทีจนเกือบทั่วงานแล้วในที่สุดเราก็มาหยุดกันที่ชิงช้าสวรรค์
ดูเหมือนเธออยากขึ้นมากแต่ไม่ยอมขยับไปไหนได้แต่ยืนดูอยุ่ที่เดิม
“อยากขึ้นเหรอ ทำไมไม่ซื้อตั๋วหละ”
“เรากลัว ความสูง”
“555 จริงอะ”
“อย่าหัวเราะนะโกรธจริงด้วย”
“มาสิ”
แล้วผมก็จับมือเธอเดินเข้าไปซื้อตั๋ว พอถึงคิวเราก็ขึ้นนั่ง ตอนนั่งเราหันหน้าเข้าหากัน แต่พอชิงช้าเริ่มขยับเธอก็หลับตาลงไม่ยอมลืมตามองทิวทัศน์รอบข้าง
ผมจึงวางของที่เธอซื้อมาแล้วใช้สองมือกุมมือเธอไว้ เอียงหัวไปใกล้ๆหน้าเธอจากนั้นจึงพูดขึ้น
“เวลาที่เรากลัวพ่อมักทำแบบนี้เสมอ แล้วบอกกับเราว่า
ถ้าเรามัวแต่หลับตาความกลัวมันก็จะรู้ และถ้าเราตัวสั่นความกลัวมันก็จะอยู่ใกล้ๆตัวเราเสมอ
แต่ถ้าหากเรามองมันด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวแล้วทำตัวให้เข็มแข็ง ความกล้าหาญจะคอยอยู่เคียงข้างเราแทน”
เอื้องฟ้าก็ค่อยๆลืมตาขึ้น มองมาที่ภูผา ภูผาจึงเอียงหัวกลับแล้วส่งยิ้มให้กับเธอ เธอมองมาที่เค้ามันเป็นสายตาที่ไม่มีใครเคยมองมาแบบนั้น มันทำให้ภูผามีความสุข พอหมดรอบเธอขอต่ออีก ภูผาเลยต้องตามใจเธอทิวทัศน์ในงานคืนนี้สวยมากแต่ไม่เท่ากับเอื้องฟ้าเลยแม้แต่น้อย
เธอมองไปรอบตัวและมองไปทุกที่ ลืมหมดทุกสิ่งเกี่ยวกับความกลัว เมื่อมองจนทั่วงานซ้ำไปซ้ำมา เธอก็มาหยุดมองที่ตัวภูผา
“มีอะไรติดหน้าเราเหรอ”
“ป่าว เราแค่ส่งสัย ว่าภูผากลัวอะไร”
ภูผาเงียบลงรอยยิ้มที่อยู่บนหน้าได้หายไป
"เรากลัว ตัวเอง"
"เรากลัว ตัวเอง"
แล้วเธอก็มองมาที่ภูผา ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ใบหน้าที่สวยคมเอียงมาหาเค้า แล้วปาของทั้งสองก็บรรจบกัน ทีแรกภูผาทำตาโต ตกในกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พอตั้งสติได้ก็เน้นจูบเธอกลับ ได้สักพัก เราก็แยกออกจากกัน
“เราจะไม่มีวันลืมคืนนี้ ขอบคุณที่ทำให้วันนี้เป็นวันสำคัญของเรามากกว่าวันธรรมดา ภูผา”
“เราต่างหากที่ต้องขอบใจเอื้องฟ้า ที่มอบสิ่งล้ำค่าให้กับชีวิตเรา”
พอหมดรอบนี้เอื้องฟ้าก็เก็บของแล้วลงจากชิงช้าสวรรค์ไปก่อน
แล้วภูผาก็เห็นสีหน้าแปลกใจของพ่อเอื้องฟ้าที่เดินมาหาพวกเค้าทั้งสองตรงที่ซื้อตั๋ว
“พะ พ่อนึกว่าลูกกลัวความสูง”
“ค่ะหนูเคยกลัว แต่ตอนนี้หนูไม่กลัวยแล้ว”เอื้องฟ้าตอบพ่อของเธอแต่มองมาทางผม
“ฮ้ะ...”พี่ของเธอมองมาทางผมแววตกใจกึ่งสงสัย
“เรากลับกันเถอะคะ ”
เอื้องฟ้าบอกพ่อของเธอที่ตอนนี้มองไปที่จุดสูงสุดของชิงช้าสวรรค์แล้วมองมาที่เธอจากนั้นก็มองมาที่ภูผาราวกับคนบ้า แล้วพ่อของเธอก็สะบัดศรีสะเหมือน เมื่อเห็นแววตางอนๆของเอื้องฟ้า พ่อเธอจึงสลัดความตกใจออกไป แล้วพยักหน้าตอบเธอ
“เรากลับก่อนนะภูผา”เอื้องฟ้าโบกมือลาผม
ภูผาโบกมือลาแล้วพูดตอบ”เจอกันวันจันทร์นะ””จ้า””ลาก่อนครับ”ภูผายกมือไหว้พ่อของเอื้องฟ้าว่าแต่เดินด้วยกันตั้งนานยังไม่ได้ถามชื่อพ่อของเธอเลย
แต่โชคดีที่วันนี้พี่มะลิใช่พลังมากไปพร้อมกับเจอสตั้นจากเรื่องที่เอื้องฟ้าหายจากการกลัวความสูง ภูผาเลยรอดตัวไป
แต่เมื่อนึกถึงความรู้สึกที่ได้เกิดขึ้นกับเอื้องฟ้าภูผา มีเพียงความคิดเดียว นั้นคือจะรักษามันไว้ไปตลอดกาล.................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น